Airtime Fairness ใน WIFI Setting ของหลายๆยี่ห้อ ทำงานยังไง

2549

หลายๆคนที่ใช้งาน Access Point ของ UNIFI , Cisco , Aruba , Ruckus และอื่นๆอีกมากมาย จะพบเจอ Feature นึงที่เขียนว่า Airtime Fairness แปลดูแล้วก็เหมือน จะให้ใช้งาน Airtime แบบแฟร์ๆ แล้วมันคืออะไรหว่า เดี๋ยวผมจะมาเล่าให้ฟังครับ

เวลาที่ Access Point ปล่อยสัญญาณ WIFI ออกมาแล้วก็มี Client มาเกาะ เพื่อใช้งานและส่งข้อมูล การส่งข้อมูลบน WIFI มันจะเหมือนกับ การที่เราคุย วิทยุสื่อสาร แบบเก่า ที่ต้องผลัดกันคุยเหมือนสมัยก่อนอ่ะครับ

จินตนาการว่า มีวิทยุ 10 เครื่อง ทุกเครื่องเลือกใช้ Channel เดียวกัน เมื่อใครจะพูด คนอื่นก็ห้ามกดพูด เพราะถ้ากดพร้อมกัน สัญญาณมันจะชนกัน เพราะว่า มันใช้คลื่นวิทยุ channel เดียวกัน 

บน WIFI ก็เป็นแบบเดียวกันครับ แต่เนื่องจากเทคโนโลยีของการ Modulate สัญญาณมันดีมาก มันเลยใช้เวลาแค่เสี้ยวเดียว ก็สามารถส่งข้อมูลได้มากมาย เวลาเราใช้งาน มันเลย “เหมือนว่า” เราใช้งานได้หลายๆคนพร้อมกัน

แต่ในความเป็นจริง เราคนเดียว ไม่ได้ ส่ง-รับ ข้อมูลตลอดเวลาครับ เราไถ Facebook แปบเดียวก็ได้ Feed มาซักปริมาณนึง ช่วงที่เราอ่านเราก็ไม่ได้ รับ-ส่ง ข้อมูลแล้ว ก็เป็น รอบของอุปกรณ์คนอื่นที่จะ รับ-ส่ง ข้อมูล ในจังหวะที่สัญญาณว่างครับ

ช่วงเวลาที่เราสามารถใช้ในการส่งข้อมูลเนี่ยแหละครับ ที่เราเรียกว่า Airtime 

บนโลกของ WIFI อุปกรณ์ทุกตัวใช้คลื่นวิทยุในการส่งรับ ข้อมูลผ่านตัวกลางนั่นก็คือ Access Point แต่ไม่ได้แปลว่า ทุกๆอุปกรณ์มันจะมีความสามารถในการรับส่งข้อมูลเท่ากัน ใช่ไหมครับ

เรามีมาตรฐาน WIFI Standard ต่างๆไล่มาตั้งแต่ WIFI1 จนมาถึง WIFI6 ความเร็วในการส่งข้อมูลแต่ละมาตรฐานมันย่อมไม่เท่ากันอยู่แล้ว

1 วินาทีของ WIFI มาตรฐาน 802.11G (WIFI-3) ส่งข้อมูลได้ที่ 54Mbps แต่ 1 วินาทีของ 802.11ac (WIFI-5) ส่งข้อมูลได้ 866Mbps

ซึ่งตามหลักแล้ว แปลว่า Client เก่าๆ ย่อมต้องใช้เวลานานกว่า ในการส่งข้อมูลขนาดที่เท่าๆกันบน Client ใหม่ๆจริงไหมครับ

ลองจินตนาการถึง Office ที่มี Notebook เก่าๆ รองรับแค่ Wireless N แถมยังมีกันประมาณ 20-30 เครื่อง ในขณะที่เราแบก Notebook รุ่นใหม่ WIFI AC เข้าไป เราแทบใช้งานไม่ได้ เพราะว่าเครื่องเหล่านั้นจะส่งข้อมูลกันเสร็จนี่ช้ามาก ทำให้เราแทบจะไม่ได้ Airtime มาใช้งานเลย

และนอกจากนี้ ถ้ามี Client ไหน ก๊อปปี้ไฟล์ผ่านระบบ WIFI ใช้ก็อปอยู่นานมาก เค้าคนนั้นจะยึด Airtime เอาไว้คนเดียว ไม่เหลือให้คนอื่นใช้เลยนั่นเองครับ 

ดังนั้นใน Controller ของ Access Point รุ่นที่มันดีๆหน่อย มันก็จะมีความสามารถที่ชื่อว่า Airtime Fairness มาเพื่อแก้ปัญหานี้นั่นเอง

ความสามารถ Airtime Fairness คืออะไร?

อันนี้ ก็ขึ้นอยู่กับ การแยกจัดการของแต่ละยี่ห้อครับ แต่โดยรวมๆแล้ว ก็คือ การกระจาย Airtime ไปยัง Client ที่เกาะอยู่กับ Access Point ภายใต้ระบบที่รองรับ Airtime Fairness ได้

ซึ่งการกระจาย Airtime นี้ ก็ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ แต่หลักๆแล้วจะมีอยู่ 3 แบบด้วยกันครับ

  1. Default Access : ไม่มีการจัดการ Airtime อะไร ใครมาก่อนก็ได้ก่อน ถ้ามี Client เยอะๆก็รอจนกว่าคิวแรกจะส่งข้อมูลเสร็จแล้วค่อยจัดการคิวถัดไป
  2. Fair Access : ไม่รู้ล่ะ ว่ามี Client เท่าไหร่ แต่จะผลัดกันตามจำนวน Client ที่เกาะอยู่ใน AP โดยแจก Airtime ให้ เท่าๆกัน และภายใต้ Airtime ที่เท่าๆกัน แต่ละคนจะรับส่งได้มากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการเชื่อมต่อและส่งข้อมูลของแต่ละคนนั่นเองครับ
  3. Preferred Access : จะจัด Airtime ให้กับ Client ที่มีความสามารถในการเกาะ WIFI แล้วส่งข้อมูลได้เยอะ กว่า Client เก่าๆ ที่เกาะมาแล้ว สามารถรับส่ง Data ได้น้อยครับ (ระบบทุนนิยมบน WIFI โดยแท้จริง ถ้าเครื่อง Client รองรับ Standard ใหม่ๆ และเกาะได้สัญญาณดีกว่า จะได้ Airtime มากกว่า เครื่องที่ Standard เก่าๆ หรือเกาะได้สัญญาณแย่กว่าครับ)

เราควรเปิด Airtime Fairness ในสถานการณ์แบบไหน?

ถ้าเรามี Client ไม่เยอะมาก ซัก 10-15 Clients ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดครับ ผมยังพออาศัย Airtime ภายใต้สภาวะปกติทำงานได้อยู่ แต่ถ้า Client เยอะๆ ซัก 20-25 Client แถมมี คละ Standard กันเนี่ย การเปิด Airtime Fairness ก็ช่วยให้ลดอาการ “เน็ตอึ้ง” ไปได้พอสมควรครับ อาการเน็ตอึ้ง ก็คือ อาการที่เรากด Link แล้วอยู่ดีๆ มันก็หมุนๆวนๆ เหมือน WIFI มันใช้ไม่ได้ ทั้งๆที่สัญญาณก็แรงดีนี่หว่า อะไรแบบนี้ครับ (จริงๆคือ Airtime มันไม่มีนั่นเอง เราก็เลย Request ข้อมูลจาก Access Point ไม่ได้ครับ)

แล้วเปิดโหมดไหนดี Fair หรือ Preferred Access?

ถ้าคุณใช้ Fair Access ทุกคนก็จะหารเวลา Airtime ร่วมกันครับ แต่ถ้าเลือก Preferred Access ใครที่เป็น Standard ที่ใหม่กว่าก็จะได้ Airtime มากกว่า ซึ่งในเชิงภาพรวมเนี่ยแบบ Preferred Access มันสามารถรับส่ง ปริมาณข้อมูลแบบเฉลี่ยได้เยอะกว่า (ก็แน่สิ ให้ airtime แต่ client ที่มาตรฐานใหม่ๆ + ค่าการเชื่อมต่อดีๆเท่านั้นนี่)

แต่บางสถานที่ คุณก็ต้องเลือกเป็น Fair Access ไปแทน เพราะว่า มันทำให้ “ทุกคน” สามารถมี Airtime เท่าๆกันใช้ๆไปได้โดยไม่เบียดเบียนกันครับผม